ได้เวลาที่ต้องมีประกันดำน้ำเป็นของตัวเอง: เมื่อความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของ "ดวง" แต่คือ "การเตรียมตัว"
- Sommote Chaicharoenmaitre
- 11 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
การดำน้ำลึก (Scuba Diving) นำเราไปสู่โลกที่น้อยคนจะได้เห็น แต่ภายใต้ความงามนั้นมีความกดดันของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดอย่าง โรคลดความดัน (Decompression Sickness - DCS) หรือ "น้ำหนีบ" คือสิ่งที่ไม่มีนักดำน้ำคนไหนอยากเจอ แต่เมื่อมันเกิดขึ้น "ราคา" ที่ต้องจ่ายอาจสูงเกินกว่าที่คุณคาดคิด

1. ประกันดำน้ำลึกคืออะไร? ทำไมต้องมี?
ประกันดำน้ำลึก (Diving Insurance) คือประกันภัยเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการดำน้ำโดยเฉพาะ เหตุผลที่ต้องมีประกันประเภทนี้แยกต่างหากเพราะ:
ประกันอุบัติเหตุ (PA) ทั่วไปมักไม่คุ้มครอง: กรมธรรม์ส่วนใหญ่ระบุว่าการดำน้ำลึกเป็น "กีฬาสิ่งเสี่ยงอันตราย" (Exclusion)
ค่าใช้จ่ายเฉพาะทางสูงมาก: การรักษา DCS ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและการขนย้ายที่มีเงื่อนไขจำกัด (เช่น ห้ามบิน หรือต้องบินในระดับเพดานบินต่ำ)
2. ใครเป็นผู้รับประกันดำน้ำในประเทศไทย?
ประกันสังคม / บัตรทอง: ครอบคลุมการรักษาระดับพื้นฐานใน รพ. รัฐตามสิทธิ แต่มีข้อจำกัดเรื่องความรวดเร็วในการส่งตัว ครอบคลุมค่าห้อง Chamber แต่อาจมีจำกัดวงเงินในบางกรณี
ประกันท่องเที่ยวแบบกลุ่ม (Group Policy): เป็นประกันที่ร้านดำน้ำ/เรือ Liveaboard ทำไว้ตามกฎหมายท่องเที่ยว แต่วงเงินมักจำกัด (ประมาณ 5 แสน - 1 ล้านบาท) ซึ่งอาจไม่พอหากต้องรักษาใน รพ. เอกชน
ประกันบุคคล (Individual): เช่น DAN (Divers Alert Network) หรือ DiveAssure เป็นประกันที่นักดำน้ำ "ตัวจริง" นิยมซื้อเอง เพราะคุ้มครองทั่วโลกและมีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ใต้น้ำสูงที่สุด
3. การคุ้มครองห้อง Recompression Chamber
หัวใจของการรักษา DCS คือการเข้าห้องปรับความดัน (Chamber) เพื่อกำจัดฟองอากาศในเลือดด้วยการรักษาโดยการใช้ออกซิเจนแรงดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy: HBOT) ประกันดำน้ำที่ดีจะครอบคลุม:
ค่าแพทย์เฉพาะทาง (Diving Medical Officer)
ค่าห้อง Chamber ตามจำนวนรอบที่แพทย์สั่ง
ค่าที่พักฟื้นในโรงพยาบาล
4. ความต่างที่ต้องจ่าย: รพ. รัฐ vs รพ. เอกชน
ความน่าสนใจอยู่ที่ชนิดของอุปกรณ์และราคา หากเราเปรียบเทียบการรักษาใน ตาราง 5 (US Navy Table 5) ซึ่งใช้เวลาเท่ากัน:
รายการเปรียบเทียบ | รพ. รัฐ (เช่น กรมแพทย์ทหารเรือ) | รพ. เอกชน (เมืองท่องเที่ยว) |
ชนิดของตู้ Chamber | Multiplace (ดีกว่า): กว้างขวาง มีเจ้าหน้าที่ดูแลข้างในได้ | Monoplace: แคปซูลเดี่ยว ขนาดแคบ เจ้าหน้าที่อยู่ด้านนอก |
ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมง | ~15,000 บาท | ~50,000 - 100,000+ บาท |
ค่ารักษาโดยรวม | หลักหมื่นถึงหลักแสนต้นๆ | อาจพุ่งสูงถึง 500,000 - 1,000,000 บาท |
หมายเหตุ: แม้ห้อง Multiplace ของ รพ. รัฐจะดีกว่าในแง่การรักษาเคสหนัก แต่การเข้าถึงมักยากกว่าและมีข้อจำกัดด้านเวลาทำการ
5. ประกันกับข้อกฎหมาย (พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยว)
ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีประกันอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยว และต้องเป็น "ประกันดำน้ำลึก ที่ครอบคลุมการรักษาด้วย HBOT" ซึ่งมักเกิดปัญหาเมื่อต้องเข้ารักษาใน รพ. เอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินวงเงินขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
6. เมื่อคนมีประกัน... ก็กล้าใช้ประกัน
เมื่อนักดำน้ำมีประกัน (ไม่ว่าจะประกันส่วนตัวหรือร้านมีให้) ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจะลดลง สถานพยาบาลเอกชนเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้เอาประกันตนก็ "กล้าใช้ประกัน" มากขึ้น จำนวนคนไข้ที่รักษาอาการ DCS ก็มากขึ้นตามสถานพยาบาลที่มีห้องปรับแรงดัน
หลักสำคัญของการวินิจฉัยของโรค DCS คือการให้แพทย์ตรวจผู้ป่วยด้วย Neurological Examination, CT Scan, หรือ MRI ซึ่งหากแพทย์สงสัยว่าเป็น DCS จะเข้า chamber เลย ซึ่งหากเป็น DCS อาการจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าไม่ได้เป็น DCS การทำ HBOT ก็จะไม่ได้ก่อผลเสียให้กับผู้ป่วยมากกว่าไม่ทำ HBOT (benefit outweighs the cost) ทำให้แพทย์ที่เห็นว่านักดำน้ำมีประกัน ก็ส่งนักดำน้ำเข้า chamber ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ แต่ในอีกแง่หนึ่งมันกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบประกันภัย


7. วิกฤตสินไหมพุ่งสูงและการ "แบล็คลิสต์"
ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ รพ. รัฐที่มีห้อง Chamber มักมีปัญหาการใช้งานหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประกันสุขภาพ ที่ยังไม่ได้ร่วมมือกับ บ.ประกันเอกชนมากนัก และต้องสำรองจ่ายไปก่อนและนำไปเบิกสินไหมทดแทนกับผู้รับประกันภัยทีหลัง รพ. เอกชนจึงกลายเป็นทางเลือกแรก ผลที่ตามมาคือ:
ค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า: การรักษาเคสเดียวกันในเอกชนอาจใช้เงินเท่ากับการรักษา 5-10 เคสใน รพ. รัฐ
อัตราการขอสินไหม (Loss Ratio) พุ่งสูง: เมื่อมีการเคลมในราคาที่สูงมากจริงบ่อยครั้ง บริษัทประกันภัยจึงมองว่า "อุตสาหกรรมดำน้ำมีความเสี่ยงเกินไป"
สินไหมพุ่ง: บริษัทประกันต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลเกินกว่าเบี้ยที่เก็บได้
การแก้ปัญหาของ บ. ประกัน: เมื่อเรือลำไหนมีสถิติลูกค้าเคลมเยอะ บริษัทประกันจะใช้วิธี "แบล็คลิสต์ (Blacklist)" บริษัททัวร์นั้นๆ ทันที
ผลกระทบ: เรือที่ทำธุรกิจปกติ กลับไม่สามารถต่อประกันภัยให้ลูกค้าได้ตามหลักการกฎหมาย เพราะไม่มีบริษัทไหนยอมรับทำประกันให้
8. มุมมองจากส่วนที่เกี่ยวข้อง
นักดำน้ำ:
(สิ่งที่เกิด) อยากจะเข้า รพ. ที่ดีที่สุด หรือให้ค่าจ่ายได้เท่าที่ประกันภัยจะให้วงเงินให้การคุ้มครอง
(ผลกระทบต่อนักดำน้ำ) รพ.เอกชน ที่มีค่ารักษาพยาบาลที่สูง อาจทำให้วงเงินที่ได้มาไม่พอต่อการใช้รักษา ต้องชำระส่วนต่างให้กับทาง รพ. เพิ่มเติม
(ผลกระทบต่อการรักษาพยาบาล) รพ.เอกชน ที่สามารถกำหนดราคาได้สูงกว่ามาก สามารถทำกำไรจากการรักษาแบบนี้ได้อย่างมหาศาล เป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่ไม่ได้รับการควบคุมราคาจากภาครัฐ
(ผลกระทบต่อ บ.ประกันภัย) ค่าใช้จ่ายที่มากเกินจำเป็น มีการเบิกสินไหมทดแทนในปริมาณสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเบี้ยที่ชำระไป ซึ่งจะกระทบต่อ loss ratio ของ บ.ประกันภัยอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทประกันต้องเพิ่มเบี้ยประกัน หรือต้องทำ Black List ต่อร้านดำน้ำ/เรือดำน้ำนั้นๆ ในกรณีที่เป็นประกันรายบุคคล นักดำน้ำอาจจะโดนเพิ่มเบี้ย หรือปฏิเสธการรับประกันภัย
บริษัทเรือ:
(สิ่งที่เกิด) จากที่เคยรวมประกัน ส่งประกันให้ได้ ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป เพราะโดนแบนหรือเบี้ยประกันแพงเกินรับไหว
(ผลกระทบต่อเรือ) ต้นทุนเรือที่สูงขึ้นจนอาจจะแข่งขันไม่ได้ ทำให้เรือไม่สามารถต่อทะเบียนใบอนุญาตท่องเที่ยวดำน้ำลึกได้ หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีการสอบสวน เมื่อพบว่าเรือผู้ให้บริการไม่มีประกันดำน้ำลึก ก็เข้าข่ายผิดกฏหมายได้ ทำให้เรือไม่สามารถทำงานได้
(ผลกระทบต่อนักดำน้ำโดยรวม) ต้นทุนการดำน้ำที่สูงขึ้น หรือเรือผู้ให้บริการแจ้งว่าไม่สามารถให้ใช้ประกันที่ตนเองมีอยู่ได้ ถึงแม้อาจจะต้องพิสูจน์ให้ทราบการเข้าข่ายผิดกฎหมายก็ตาม
บริษัทประกันภัย:
(สิ่งที่เกิด) ไม่สามารถสร้างรายได้จากเบี้ยที่เก็บปัจจุบัน ทำให้ต้องมีการทบทวนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการรับประกันภัยดำน้ำลึก
9. สิ่งที่คุณทำได้: "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" (ข้อสำคัญที่สุด!)
ในสถานการณ์ที่ร้านดำน้ำอาจดูแลประกันให้คุณไม่ได้เหมือนเดิม สิ่งที่คุณต้องทำคือ:
มีประกันเป็นของตัวเอง: ตัดปัญหาเรื่องร้านจะแบล็คลิสต์ไหม หรือวงเงินจะพอหรือไม่ ประกันส่วนตัวคือคำตอบที่เบ็ดเสร็จที่สุด
ฝึกทักษะให้ดีที่สุดเพื่อลดความเสี่ยง: > ประกันที่ดีที่สุดคือ "ทักษะของคุณ" การฝึกการลอยตัว (Buoyancy) ให้แม่นยำ, การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างช้า ๆ (Safety Stop) และการวางแผนการดำน้ำไม่ให้เข้าใกล้ขีดจำกัด (No-Deco Limit) คือการป้องกันที่ต้นเหตุ หากคุณมีทักษะที่ดี ความเสี่ยงที่จะต้องใช้ประกันจะเกือบเป็นศูนย์
10. บทสรุป: ทำไมต้องมีประกันส่วนตัว?
การมีประกันดำน้ำส่วนตัวไม่ใช่การแช่งตัวเอง แต่คือการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและเพื่อนร่วมทริป เพื่อให้อุตสาหกรรมดำน้ำไทยยังคงไปต่อได้โดยไม่ถูกบีบจากระบบประกันภัย และเหนือสิ่งอื่นใด มันคือการซื้อความสบายใจให้คุณโฟกัสกับความสวยงามใต้ท้องทะเลได้อย่างเต็มที่
สมัครประกันดำน้ำเพื่อความอุ่นใจของคุณ
หากคุณยังไม่มีประกันดำน้ำส่วนตัว Blue Culture Diving ขอแนะนำให้คุณเลือกสมัครผ่านพันธมิตรที่น่าเชื่อถือระดับโลก คุณสามารถคลิกสมัครได้ที่ Referral Links ด้านล่างนี้ เพื่อรับความคุ้มครองทันที:
[สมัครประกัน DAN ผ่าน Blue Culture Diving]
[สมัครประกัน DiveAssure ผ่าน Blue Culture Diving)
การสมัครผ่านลิงก์เหล่านี้ นอกจากคุณจะได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่ดีที่สุดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุน Blue Culture Diving ให้มีกำลังในการส่งต่อความรู้ดี ๆ แบบนี้ต่อไป!





ความคิดเห็น